On-Page Factors SEO ปรับแต่งเว็บจากภายใน

บทความที่แล้วเราได้ทำความรู้จักกับ Page Factors ทั้งสองแบบนั่นคือ On-Page และ Off-Page เป็นที่เรียบร้อย คราวนี้เราจะมาลงลึกในส่วนของ On-Page Factors กันหน่อยว่าการทำ SEO โดยการปรับแต่งเว็บจากภายในนั้นเราสามารถทำได้อย่างไร

SEO (Search Engine Optimization) สำหรับการปรับแต่งในส่วนของ On-Page ถือว่าเป็นการปรับแต่งที่ง่ายที่สุด เพราะเราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเราเอง โดยส่วนใหญ่แล้วปัจจัยภายในนั้นสามารถแบ่งออกเป็นได้ 3 ส่วนหลักๆ คือ
1. โครงสร้างของเว็บไซต์ (Website Structure)
2. เนื้อหาของเว็บไซต์ (Website Content)
3. ลิงค์ออกไปยังเว็บอื่น (Outbound-Links)

ปรับแต่งโครงสร้างขอเว็บไซต์

เป็นที่แน่ชัดว่าเว็บไซต์โดยทั่วไปจะพัฒนาด้วยภาษาจำพวก HTML PHP ASP JSP ซึ่งภาษาเหล่านี้ตัว Search Engine เองไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือนำไปใช้ในการจัดอันดับ แต่สิ่งสำคัญคือรูปแบบการจัดโครงสร้างของหน้าเว็บโดยการใช้ HTML TAG ในการบ่งบอกความสำคัญของแต่ละส่วน

1. Title Tag – <TITLE></TITLE>
เคยสังเกตุไหมครับว่าผลการค้นหาของ Search Engine เอาข้อความจากไหนไปแสดงที่ Title ของแต่ละเว็บ คำตอบก็คือ ข้อความที่อยู่ภายใน Title Tag นี่หละครับ และแน่นอนว่าหากเราปรับแตงเว็บ โดยเน้นคำสำคัญ (Keyword) ไว้ที่ส่วนของ Title Tag นี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เว็บเราสามารถทำอันดับได้ดีขึ้นใน Search Engine

ข้อความที่อยู่ใน Title Tag จะถูกนำไปแสดงที่หน้าผลการค้นหา

ข้อความที่อยู่ใน Title Tag จะถูกนำไปแสดงที่หน้าผลการค้นหา

2. Head Tag – <H1></H1>, <H2></H2>, <H3></H3>
Head Tag ถูกนำไปใช้ในการเน้นหัวข้อต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจได้ว่าเนื้อหาส่วนนี้เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ทาง Search Engine ก็เช่นกัน ได้นำข้อความส่วนของ Head Tag มาใช้ตรวจสอบโครงสร้าง และเนื้อหาของเว็บว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร และหากภายในเว็บเนื้อหาที่ตรงกับคำค้นหาที่ผู้ใช้งานค้นมาจาก Search Engine ก็ไม่แปลกที่เขาจะจัดอันดับเว็บเราให้อยู่สูงกว่าเว็บอื่นๆ

3. Meta Keyword Tag – <META NAME=”keyword” content=”Optimizing On-Page Factors for Search Engine”>
การบอก Search Engine ว่าเว็บเรานั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร วิธีง่ายสุดเห็นจะเป็นการใช้ Meta Keyword Tag เพียงแค่เราใส่ Keyword ที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาลงไปให้พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป ทาง Search Engine ก็จะนำส่วนนี้มาใช้พิจรณาความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ เพื่อใช้ในการจัดอันดับเช่นกัน แต่ปัจจุบัน Meta Keyword Tag ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดจนทำให้ Search Engine หลายเจ้าได้เลิกนำไปใช้ในการจัดอันดับเป็นที่เรียบร้อย ยกตัวอย่างเช่น Google เป็นต้น

Meta Description และ Meta Keyword

Meta Description และ Meta Keyword

4. Meta Description Tag – <META NAME=”description” content=”Optimizing On-Page Factors for Search Engine”>
โดยมากแล้วเนื้อหาในส่วนของ Meta Description จะถูกนำไปแสดงที่ส่วนของรายละเอียดที่อยู่ใต้หัวข้อที่หน้าผลการค้นหาของ Search Engine ทางทีดีในส่วนของ Description เราจะต้องบอกรายละเอียดโดยสรุป และมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา หรือคำสำคัญ (Keyword) ให้มากที่สุด

5. Image ALT Tag – <IMG ALT=”Description of Image” SRC=”image.jpg”>
การทำเว็บให้สวยคงจะหนีที่จะใช้รูปภาพมาตกแต่งให้ดูดีเป็นไม่ได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าการนำภาพมาตกแต่งเว็บสามารถช่วยในการทำ SEO ได้เช่นกัน เพราะทาง Search Engine มองความครบถ้วนสมบูรณ์ของเนื้อหา การมีภาพสามารถช่วยทำให้เนื้อหากระจ่างมากขึ้น และแน่นอนทาง Search Engine ชอบเช่นนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือ การบอกว่าภาพนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา โดยการใส่ Image ALT Tag เข้าไปเพื่อบอกว่าภาพนั้นเป็นภาพอะไร เพื่อช่วยให้ Search Engine ทำงานได้ง่ายขึ้น

เนื้อหาของเว็บไซต์

คำว่าเนื้อหาในที่นี้ผมคงจะไม่ได้หมายถึงเพียง ข้อความที่จะสื่อไปยังผู้อ่านเท่านั้น ยังรวมถึงคำสำคัญ (Keyword) ที่เราสนใจในการทำ SEO ที่ส่งผลต่อการจัดอันดับโดย Search Engine อีกด้วย

1. Density of keywords
หากเราต้องการทำเว็บให้ได้อันดับดี เราคงจะมองข้ามเรื่องนี้เสียไม่ได้ เพราะว่าหากเว็บที่มีเนื้อหาเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ แต่ปราศจากคำสำคัญ (keyword) ที่ผู้ใช้นิยมใช้ค้นหารวมอยู่ด้วย โอกาสที่เว็บแห่งนี้จะถูกค้นหาเจอคงแทบจะเป็นไปไม่ได้ เมื่อรู้เช่นนี้ สิ่งสำคัญคือทุกครั้งที่เราจะเขียนเนื้อหาลงในเว็บไซต์ เราควรจะนึกถึงคำสำคัญ (Keyword) ที่เราอยากจะให้ผู้ค้นหาค้นพบเว็บ แล้วนำไปแทรกอยู่ในเนื้อหาของเว็บอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ความหนาแน่ของ Keyword กับการทำ SEO

ความหนาแน่ของ Keyword กับการทำ SEO

แต่การที่ เราจงใจปรับแต่งเว็บมากจนเกินไป อาจจะทำให้ผู้เยี่ยมชมรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมชาติของเนื้อหา หรืออาจทำให้เข้าใจในเนื้อหาได้ยากมากขึ้น ดังนั้นทาง Search Engine จึงมีการตรวจจับความหนาแน่นของ Keyword ว่าเว็บไหนมีการปรับแต่งเว็บจนดูว่าเป็นการจงใจเพียงเพื่อให้ได้อันดับดีเท่านั้น สิ่งที่ตามมาคือเว็บเหล่านั้นจะถูกดันลงไปอยู่ในหลุ่ม สำหรับความหนาแน่ของ Keyword ที่ดีนั้นคงยากที่จะระบุให้แน่ชัด แต่โดยทั่วไปแล้วเราควรควบคุมไม่ให้เกิน 13% หากมากกว่านี้อาจทำให้ Search Engine ไม่พอใจก็เป็นได้

2. Unique Content

โลกปัจจุบันทำให้ทุกอย่างดูจะสะดวกไปหมดการ copy เนื้อหาเป็นเรื่องธรรมดาจนกลายเป็นว่าใครจะเอาไปลงเว็บไหนก็ได้ ทาง Searh Engine ก็เตรียมรับมือกับเนื้อหาที่ซ้ำซากพวกนี้เช่นกัน หากทาง Search Engine พบว่าเนื้อหานี้เคยถูกเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต และถูกเก็บลงฐานของมูลของเขาเป็นที่เรียบร้อย ทาง Search Engine จะให้เครดิตกับเนื้อหาที่ซ้ำน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด หรืออาจจะถึงขั้นไม่เก็บข้อมูลที่ซ้ำไว้เลย สิ่งที่ตามมาสำหรับเว็บที่มีเนื้อหาซ้ำกับชาวบ้านเยอะๆคือ เว็บนั้นจะถูกมองว่าเป็นเพียงเว็บขยะ มีแต่เนื้อหาที่ซ้ำ คัดลอกมาจากที่อื่น ผลก็คือ เว็บเหล่านี้จะไม่สามารถทำอันดับได้ใน Search Engine เมื่อเป็นเช่นนี้ Unique Content ความเป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการทำ SEO ในปัจจุบัน เพราะหากเราต้องการให้ Search Engine มองว่าเว็บนี้สมควรจะขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ก่อนอื่นต้องแสดงถึงความแตกต่างให้เห็นก่อน

ลิงค์ออกไปยังเว็บอื่น

การทำลิงค์อกอไปยังเว็บอื่นใช่ว่าจะไม่มีผลต่อการทำ SEO เพราะว่าทาง Search Engine มองว่าการทำลิงค์ออกเป็นการให้แต้มที่ตัวเองเก็บสะสมไว้อยู่ส่งต่อไปยังเว็บปลายทาง ดังนั้นหากเว็บเราทำลิงค์ออกไปยังเว็บจำนวนมากก็หมายความว่าเราได้มอบแต้มที่เราเก็บสะสมไว้ให้กับคนอื่นเสียหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเว็บปลายทางนั้นเป็นเว็บที่ทาง Search Engine มองว่าเป็นเว็บที่ไม่เหมาะสม หรือเข้าข่าย SPAM ทาง Search Engine จะลดเครดิตของเว็บเราทันที

ทังหมดนี้เป็นเรื่องของการปรับแต่งเว็บจากภายใน (On-Page Factors Optimization) หากทุกท่านสามารถนำไปปรับใช้กับเว็บของตัวเองได้อย่างเหมาะสม เว็บของท่านก็มีโอกาสที่จะถูกส่งเสริมให้อยู่ในอันดับที่สูง แต่อย่าลืมว่าหากเว็บเราไร้ซึ่งเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ไม่นานเว็บนั้นก็จะอันดับตกหล่นลงมาเพราะไม่ว่าผู้ใช้งาน หรือ Search Engine ก็คิดเหมือนกันว่าเว็บนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ในอันดับที่สูงอีกต่อไป

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>